เจ้าป่าผู้น่ารัก

เจ้าป่าผู้น่ารัก ” สิงโตขาว ”

เจ้าป่าผู้น่ารัก ” สิงโตขาว ”

 ” สิงโตขาว ” เจ้าป่าผู้น่ารัก ” สิงโตขาว ” ขึ้นชื่อว่า สิงโต หลายๆคนคงจะรู้ถึงความสง่างามของสัตว์สายพันธุ์นี้กัน

อย่างดีเยี่ยมว่ามีความมีความสวยงามแล้วก็สง่างามมากมายแค่ไหน เพราะว่าขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าที่ป่าแล้ว ย่อมจึงควรมองน่านับถือกว่าสัตว์สายพันธุ์อื่นๆอย่างแน่นอน ซึ่งในวัันนี้พวกเราก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับ สัตว์สายพันธุ์นี้มาแนะนำให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกัน ส่วนจะมีข้อมูลอะไรบ้างนั้น ติดตามกันได้เลย

สิงโตขาว (White Lion)

  • สัตว์ชนิดนี้เป็น สัตว์ป่าคุ้มครอง มีชื่อสามัญว่า White Lion ชื่อวิทยาศาสตร์ Panthera leo โดยลักษณะพิเศษทางภาวะพันธุกรรมของสิงโตขาวที่เรียกว่า ภาวะด่าง นั้นเป็นปัจจัยให้ทำให้สิงโตสายพันธุ์นี้มีสีจางลง ซึ่งเป็นสภาวะเดียวกันที่เจอในเสือโคร่งสีขาวนั่นเอง โดยสภาวะนี้คล้ายกับภาวการณ์การมีเม็ดสีมากเกินความจำเป็น แม้กระนั้นไม่ใช่สภาวะเผือก เนื่องด้วยยังมีเม็ดสีธรรมดาในตารวมทั้งหนังนั่นเอง ซึ่งบางเวลาพวกเราสามารถเจอ สิงโตขาวทรานเวล ได้ในรอบๆอุทยานแห่งชาติครูเกอร์แล้วก็เขตสงวนส่วนบุคคล ทิมบาวาติ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงในทางตะวันออกเฉียงใต้ของแอฟริกา ส่วนในประเทศไทยนั้นก็ยังคงมีการนำเข้ามาในประเทศไทย เพื่อการเล่าเรียนและก็ค้นคว้า โผลงถ้าหากผู้ใดกันแน่ต้องการมองสิงโตขาวตัวจริงแบบเป็นๆก็สามารถสามารถไปดูสิงโตขาวได้ที่สวนสัตว์อุบลราชธานี แล้วก็สวนสัตว์อื่นๆในประเทศนั่นเอง

ลักษณะทั่วไป

  • โดยปกติแล้ว สิงโตขาว ไม่ได้รับการจำแนกออกเป็นชนิดย่อยของสิงโต เนื่องจาก สิงโตขาวนั้นเป็นลักษณะพิเศษทางภาวะพันธุกรรม ที่เรียกว่าภาวะด่าง นั่นเอง เป็นภาวะเดียวกันกับที่พบใน เสือโคร่งขาว และ เสือดำ โดยขนของสิงโตจะมีสีครีมซึ่งเกิดจากยีนด้อยทำให้สีของสิงโตเปลี่ยนเป็นสีขาวนั่นเอง ซึ่งลักษณะโดยทั่วไปของ สิงโตขาว จะเหมือนกับสิงโตสายพันธุ์อื่นๆ แต่สิ่งที่แตกต่างนั่นก็คือ สิงโตสายพันธุ์นี้จะมีขนสีขาว นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแมว่าสิงโตสายพันธุ์นี้จะมีขนสีขาว แต่ก็ไม่ใช่สัตว์ที่มีภาวะผิวเผือก เพราะสิงโตขาวมีเม็ดสีที่ตา อุ้งเท้าและริมฝีปากที่ปกติ แต่ไม่มีเม็ดสีที่ผิวหนังและขนนั่นเอง โดยลูกสิงโตทั่วไปจะมีจุดตั้งแต่เกิดแต่ขนของลูกสิงโตขาวนั้น จะมีสีที่ขาวสะอาด และเมื่อเริมโตขึ้นหลายเดือนสีขนของสิงโตก็จะค่อยๆ เข้มขึ้นกลายเป็นสีครีมหรือสีงาช้างอย่างที่เห็นนั่นเอง
เก้งหม้อ

เก้งหม้อ ข้อมูลของสัตว์

เก้งหม้อ

ข้อมูลของสัตว์ เก้งหม้อ

  • ชื่ออื่นๆ : เก้งดำ หรือ เก้งดง
  • ลักษณะ: เป็นกวางขนาดเล็ก ใหญ่กว่าเก้งเล็กน้อย ลำตัวยาว 88-100 ซม. น้ำหนักโดยประมาณ 22 กิโลกรัม ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแก่ ซีกด้านล่างสีน้ำตาลปนขาว หางสั้นส่วนบนเป็นสีดำเข็ม ซีกด้านล่างของหางสีขาวตัดกันสะดุดตา มีเขาเฉพาะในตัวผู้ เขามีข้างละ 2 กิ่ง แต่ว่าไม่สวยงามเท่าเก้ง ต่อมน้ำตาใหญ่มาก มีแอ่งน้ำตาใหญ่ ผลัดเขาทุกปี ยกเว้นเพศผู้ที่แก่มากๆเขาบางทีอาจอยู่ได้นานถึงสองปีกว่า

    ข้อมูลอื่นที่ฉันรู้: ถิ่นอาศัย, อาหาร
    พบทางภาคใต้ของประเทศไทย เทือกเขาตะนาวศรี และตามแนวชายแดนที่ติดต่อกับประเทศพม่า
    อาหารที่กินได้แก่ ใบไม้ ใบหญ้า ผลไม้บางชนิด หน่ออ่อนของต้นไม้ โดยเฉพาะหญ้าระบัดจะชอบมาก

  • พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
    ชอบอาศัยอยู่ตามป่าทึบสูงๆ ที่เป็นป่าดงดิบไม่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ชอบอยู่กลุ่มละ 2 – 3 ตัว แต่โดยปกติแล้วชอบอยู่ลำพังตัวเดียว ออกหากินตอนเช้าตรู่ พลบค่ำและตอนกลางคืน โดยจะออกมาหากินตามทุ่งโล่ง ชายป่า ท้องนา แถวที่มีลูกไม้ป่า ชอบกินดินโป่ง
    เก้งหม้อมีระยะตั้งท้องนานประมาณ 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว
  • สถานภาพปัจจุบัน
    เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
นกเค้าขนาดเล็ก

นกเค้าขนาดเล็ก “นกเค้าจุด”

นกเค้าขนาดเล็ก “นกเค้าจุด”

“นกเค้าจุด” นกเค้าขนาดเล็ก  เป็นนกเค้าอีกชนิดในประเทศไทย ที่มีหัวกลมๆไม่มีขนชี้ขึ้นไปราวกับหูอย่างนกเค้าแมว นกเค้าจุด มีความยาวจากปลายปากถึงปลายหางราว20ซม. นกเค้าจุดมีจุดดูอยู่ที่คิ้วขาวที่มองเห็นได้แจ้ง

ชัด หัวออกจะแบน บริเวณหัวจนกระทั่งท้ายทอยสีน้ำตาลมีจุดเล็กๆสีขาวพรมทั่วๆไปหมด รอบๆตัวด้านบนซึ่งเป็นสีน้ำตาลก็มีจุด แต่ว่าจะมีขนาดใหญ่และก็กระจายมากยิ่งกว่าบริเวณหัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านหลังคอที่จะเรียงหน้าต่อกันเหมือนปลอกคอ ข้างล่างของลำตัวสีขาว แต่ว่ามีลายจุดสีน้ำตาลเหมือนกัน นกตัวผู้รวมทั้งตัวเมียมัความคล้ายคลึงกัน

นกเค้าขนาดเล็ก

ตอนเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายนเป็นตอนฤดูสืบพันธุ์ทำรังวางไข่ของนกเค้าจุด โดยพวกเค้าจะใช้โพรงธรรมชาติหรือโพรงที่สัตว์อื่นทำไว้ หรือรอยแตก รอยแยกในอาคาร เจดีย์ ซอกหลังคาตามตึก เป็นรัง โดยบางทีอาจหาต้นหญ้าหรือขนมารองพื้นโพรงบ้างก็ได้ แต่ว่าส่วนใหญ่จะออกไข่กับพื้นโพรงเลย ออกไข่ทีละ3-5ฟอง ไข่มีลักษณะกลม ขนาด 37 x 27มิลลิเมตร เปลือกไข่สีขาวเป็นมันเล็กน้อย นกทั้งคู่เพศช่วยกันกกไข่ เหมือนกันกับนกเค้าอื่นๆอีกหลายชนิด นกเค้าจุดจะกกไข่ในทันทีตั้งแต่วางไข่ฟองแรก ลูกนกในรังก็เลยมีขนาดไม่เหมือนกันมากมาย ด้วยเหตุว่าออกมาจากไข่ไม่พร้อมกัน ใช้เวลาเลี้ยงลูกนกประมาณ35-40วัน ลูกนกจะสามารถออกมานอกรังได้

ข้อมูลอื่น

  • นกเค้าจุดเป็นนกหากินกลางคืน โดยจะเริ่มออกหากินตั้งแต่โพล้เพล้ โดยการที่หากินกลางคืนที่เงียบสงัดนี้เองทำให้นกเค้าจุดต้องเป็นนกที่บินได้ เงียบมากจึงจะสามารถล่าเหยื่อได้ ไม่เหมือนนกเค้าแคระที่เวลาบินไม่เงียบเท่าไหร่เนื่องจากเป็นนกเค้าที่หากินกลางวันในเวลาที่มีเสียงจอแจอยู่แล้ว
หนูผีจิ๋ว

หนูผีจิ๋ว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบกที่เล็กที่สุดในโลก

หนูผีจิ๋ว

หนูผีจิ๋ว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบกที่เล็กที่สุดในโลก ตัวเท่าแท่งดินสอกุดๆแค่นั้น ความยาวลำตัวตั้งแต่ปลายจมูกถึงโคนหางเพียงแค่ 60 มม. ส่วนหางยาวราว 40 มม. น้ำหนัก 2.5-6 กรัม มีจมูกไวมาก หางยาวแล้วก็มีขนปกคลุมแน่น

มีเขตกระจายจำพวกกว้างใหญ่ครอบคลุมแผ่นดินของ ทวีปเอเชีย และก็ยุโรปแทบจะทั้งหมด

เช่นเดียวกับหนูผีทั้งหลาย หนูผีจิ๋วจะต้องทานอาหารไม่น้อยเลยทีเดียวในทุกๆวันเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกาย รับประทานแมลงเป็นอาหาร หากินทั้งช่วงเวลากลางวันและก็เวลากลางคืน และก็หากินเพียงลำพัง นิสัยก้าวร้าว แต่ชอบหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันมากยิ่งกว่าจะสู้กันอย่างหนูผีธรรมดา (common shrew) ธรรมดาหากินอยู่ข้างในเขตแดนโดยประมาณ 1400-1700 ตารางเมตร แต่ว่าในฤดูหนาวที่อาหารหายาก พื้นที่หากินจะกว้างกว่านี้

หนูผีจิ๋วทำรังอยู่ใต้พื้นดินหรือภายในพงหญ้า ตั้งท้องนาน 22-25 วัน ออกลูกครอกละ 4-7 ตัว ลูกหนูผีจิ๋วหย่านมเมื่ออายุได้ 22 วัน แก่ขัยราว 16 เดือน

รู้หรือเปล่า?

  • หนูผีจิ๋วจำเป็นต้องรับประทานทุกสองชั่วโมง ไม่งั้นจะอดตาย
ค่างแว่นถิ่นใต้

ค่างแว่นถิ่นใต้

ค่างแว่นถิ่นใต้

ค่างแว่นถิ่นใต้ ค่างแว่น เป็นสัตว์ไม่ชอบให้คนพบเจอ มักวิ่งหนีไปตามต้นไม้เมื่อมองเห็นคน รวมทั้งมักไปแอบอยู่ข้างหลังต้นไม้เพื่อแอบมองผู้บุกรุก ตอนนี้อยู่ในข่ายมีโอกาสเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มาเจอน้องพอดี อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา

ค่างแว่นถิ่นใต้

แมงมุมตาโต

แมงมุมตาโต (ogre-faced spider)มีดวงตาทั้งหมด 8 ดวง

แมงมุมตาโต (ogre-faced spider)มีดวงตาทั้งหมด 8 ดวง

แมงมุมตาโต (ogre-faced spider)

Michael F. Land คนเขียนหนังสือ Animal Eyes พาพวกเราไปสำรวจยังโลกของแมลงแล้วก็แมงเพิ่ม ตัวอย่างเช่นแมงมุมหน้ายักษ์ (ogre-faced spider) มันมีดวงตาทั้งหมดทั้งปวง 8 ดวง แม้กระนั้นดวงตาสองข้างที่อยู่ข้างหน้าของมันนั้นมีขนาดใหญ่ที่สุด เพื่อช่วยทำให้มันสามารถจับเหยื่อในช่วงกลางคืนได้

ส่วนในโลกของแมลงอย่าลืมบรรดาแมลงปอทั้งหลายแหล่ พวกมันมีดวงตาขนาดใหญ่ที่มีเลนส์สูงถึง 30,000 เลนส์ต่อดวงตาแต่ละข้าง ซึ่งช่วยทำให้มันเห็นภาพเกือบจะทุกมุมรอบกายอย่างยิ่งจริงๆ

และก็ท้ายที่สุดเป็นเจ้าสัตว์กินนมสวยที่ออกหากินในช่วงเวลากลางคืน ทาร์เซียร์ จากภูมิภาคเอเซียอาคเนย์พวกมันเป็นพนาลัยเมตขนาดเล็กที่มีดวงตาใหญ่มาก ขนาดตัวของมันอยู่ที่ราว 10 ซม.แค่นั้น แต่ว่าตาของมันกว้างถึง 16 มม.

“ตาใหญ่กว่าสมองมันอีกขอรับ” Rafe Brown นักวิทยาสัตว์เลื้อยคลานและก็สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกจากมหาวิทยาลัยแคนซัสกล่าวและก็ไม่เหมือนกับมนุษย์ ทาร์เซียร์เหล่านี้สามารถหันหัวไปบริเวณได้ถึง 180 องศาอย่างยิ่งจริงๆ เพื่อเห็นว่าด้านหลังมันมีอะไร……

ขนตัวหยาบ

ขนตัวหยาบ สีน้ำตาลอ่อน “กวางป่า”

ขนตัวหยาบ สีน้ำตาลอ่อน “กวางป่า”

กวางป่า ขนตัวหยาบ สีน้ำตาลอ่อน เป็นกวางขนาดใหญ่ กวางตัวผู้ใหญ่ที่สุดบางทีอาจหนักได้ถึง 546 โล แต่โดยมากหนัก 162-260 กก. ความสูงที่หัวไหล่ 102-160 ซม. ขนตามลำตัวหยาบ มีสีน้ำตาลอ่อน รอบๆใต้ท้องแล้วก็ขาสีซีด เมื่อสะดุ้งจะกระดกหางขึ้นลง ตัวผู้มักใหญ่กว่าตัวเมียรวมทั้งมีขนบริเวณคอครึ้มกว่า กวางป่าตัวผู้แค่นั้นที่มีเขา เขาแต่ละข้างมี 3 หรือ 4 กิ่ง ผิวของเขาจะขรุขระเหมือนผลมะระแต่ละเอียดกว่า ผลัดเขาทุกปี เขากวางบางทีอาจยาวได้ถึง 1 เมตร รอบๆใต้คอจะมีแผลเหมือนโรคผิวหนังเป็นดวง เรียกว่า “เรื้อนกวาง”

กวางป่าพันธุ์อินเดียซึ่งอยู่ใน อินเดีย และศรีลังกามีขนาดใหญ่ที่สุด รองลงมาคือพันธุ์จีนใต้ กวางป่าพันธุ์สุมาตราและบอร์เนียว มีสัดส่วนของเขาเทียบกับร่างกายเล็กที่สุด กวางป่าพันธุ์ฟอร์โมซันเป็นพันธุ์ที่มีร่างกายเล็กที่สุด มีสัดส่วนของเขาเทียบกับร่างกายใกล้เคียงกับกวางป่าพันธุ์จีนใต้

กวางป่ามีเขตกระจายพันธุ์อยู่ในในอินเดีย ปากีสถาน พม่า ไทย ศรีลังกา ฟิลิปินส์ จีนตอนใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย บอร์เนียว สุมาตรา และชวา นอกจากนี้ยังมีประชากรบางส่วนที่เป็นสัตว์นำเข้าในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา และเทกซัส ชอบอาศัยอยู่ตามพื้นที่ลาดเอียงเล็กน้อย หรือตามพื้นที่เชิงเขาที่เป็นหลั่นไม่ชันนัก พบในป่าหลายประเภทหลายระดับความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงภูเขาสูง ป่าบึง ป่าไม้แคระ ป่าสน ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบ มักพบว่ากวางป่าชอบป่าไม่ไกลจากแหล่งการเกษตรของมนุษย์ ในบางพื้นที่อาจมีการย้ายถิ่นตามฤดูกาล เช่นย้ายลงมาในที่ต่ำกว่าในฤดูร้อนซึ่งมีร่มไม้มากกว่าในฤดูหนาว

กวางป่าหากินตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ กินใบไม้ ผลไม้ หญ้า หัวพืช ยอดอ่อน ตอนกลางวันจะพักผ่อนอยู่ในป่าทึบ ว่ายน้ำเก่งและชอบแช่ปลัก ตัวผู้ทำสัญลักษณ์บอกอาณาเขตด้วยกลิ่นที่ผลิตจากต่อมกลิ่น

ฤดูสืบพันธุ์ของกวางป่าไม่แน่นอน แต่มักเกิดขึ้นราวก.ย.จนถึงม.ค. ในช่วงฤดูสืบพันธุ์ กวางตัวผู้จะก้าวร้าวต่อตัวผู้ร่วมกันมากมายรวมทั้งหวงถิ่น ตัวเมียจะจับกลุ่มกันเป็นฝูงที่อาจมีสมาชิกมากถึง 8 ตัว เพศผู้จะสืบพันธุ์กับตัวเมียได้หลายตัวในแต่ละฤดู ตัวเมียท้องนาน 9 เดือน คลอดทีละตัว ลูกกวางทารกหนัก 10 กก.แล้วก็ตื่นตัวมากมาย มีขนสีน้ำตาล มีจุดขาวทั่วตัว จุดขาวนี้จะจางลงจนกระทั่งหายไปหลังจากทารกไม่นาน กวางหนุ่มจะเริ่มมีเขาในปีแรกหรือปีลำดับที่สอง เขาในสองปีแรกจะมีขนาดเล็ก ต้องรอคอยให้ถึงปีที่ 3 หรือ 4 ก็เลยจะมีเขาที่บริบูรณ์ กวางสาวใกล้จะถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ราว 2 ปี ลูกกวางจะอยู่กับแม่ราว 1-2 ปี กวางป่าในธรรมชาติแก่ขัยราว 20 ปี ส่วนในแหล่งเพาะเลี้ยงบางทีอาจอยู่ได้กว่า 26 ปี

ตอนนี้ประชากรของกวางป่ายังมีอยู่มากมาย ในประเทศอินเดียคาดว่ามีอยู่ราว 50,000 ตัว ไอยูซีเอ็นประเมินว่าอยู่ในระดับ เสี่ยงสิ้นซาก (VU) ไซเตสยังไม่จัดประเภทการคุ้มครอง ในประเทศไทยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองป้องกัน

ทราบหรือไม่?

  • ในฟิลิปินส์ มีกวางที่เป็นญาติใกล้ชิดกับกวางป่าอีกสองชนิด คือกวางฟิลิปินส์ (Cervus mariannus) และกวางจุดฟิลิปินส์ (Cervus alfredi) ทั้งสองชนิดมีขนาดเล็กกว่ากวางป่า
  • ในเกาะชวาและบาหลีในประเทศอินโดนีเซีย มีกวางอีกชนิดหนึ่งที่คล้ายกวางป่า นั่นคือกวางรูซา (Cervus timorensis)
  • “กวางเขาเทียน” หมายถึงกวางป่าที่ยังมีเขาไม่สมบูรณ์ เป็นแท่งตรงไม่มีกิ่งคล้ายลำเทียน
สองตัวสุดท้ายในโลก

สองตัวสุดท้ายในโลก “แรดขาวเหนือ”

สองตัวสุดท้ายในโลก “แรดขาวเหนือ”

สองตัวสุดท้ายในโลก ภายหลังจากแรดขาวเหนือเพศผู้ตัวในที่สุดของโลกตายไป โลกก็เหลือแค่ แรดขาวเหนือ ตัวเมียสองตัวท้ายที่สุด พร้อมด้วยช่องทางสำหรับใน การแพร่พันธุ์ ที่ “เกือบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย”
ในปี 2018 อาจไม่มีข่าวสารการจากไปของสัตว์ประเภทใดที่สะเทือนขวัญชาวโลกพอๆกับ “ซูดาน” แรดขาวเหนือเพศผู้ตัวในที่สุดของโลก ที่อาศัยอยู่ด้านในศูนย์ โอล เพเยตา ประเทศเคนยา โดยมันที่ได้ตายไปอย่างเงียบๆด้วยโรคร้ายที่รุมเร้า และก็สังขารที่โรยราไปตามวัย สุดท้ายข้าราชการศูนย์ก็เลยตกลงใจการุณยฆาตเจ้าซูดานไป ด้วยวัย 45 ปี นำมาซึ่งการทำให้ตอนนี้มีแรดขาวเหนือตัวเมียคงเหลือบนโลกเพียงสองตัว มีชื่อว่า ฟาตู รวมทั้ง ไนจิน (Fatu and Naijin) ซึ่งเป็นแม่-ลูกกัน

อันที่จริงแล้ว ทั้งซูดานผู้ล่วงลับ ฟาตู และ ไนจิน มีบ้านเกิดที่สวนสัตว์ Dvur Kralove ในสาธารณรัฐเช็ก ก่อนจะถูกย้ายมายังศูนย์อนุรักษ์ในเคนยา เมื่อปี 2009 เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าสภาพภูมิอากาศแบบทวีปแอฟริกาจะกระตุ้นให้แรดขาวเหนือสืบพันธุ์ได้มากขึ้น แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะพวกมันได้สูญเสียความสามารถในการสืบพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติไปแล้ว

หากย้อนกลับไปในอดีต แรดขาวเหนือคือสัตว์ที่เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของทุ่งหญ้าในทวีปแอฟริกา แต่เนื่องจากนอของมันเป็นสินค้ายอดนิยมในตลาดค้าอวัยวะสัตว์ โดยเฉพาะการเป็นยาสมุนไพรซึ่งได้รับความนิยมอย่างยิ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออก ทำให้พวกมันถูกล่าอย่างไม่ปราณี จนมีจำนวนประชากรลดลงแทบเป็นศูนย์

และทุกวันนี้ เราอาจกล่าวได้ว่าแรดขาวเหนือนั้นสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะซูดานซึ่งเป็นแรดขาวเหนือตัวผู้ตัวสุดท้ายได้เสียชีวิตลง

อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์ฯ ก็ยังเก็บเซลล์สืบพันธุ์ของซูดานเอาไว้ ด้วยความหวังว่าจะสามารถใช้ผสมเทียมกับแรดขาวเหนือตัวเมียอีกสองตัวที่เหลือในอนาคต เนื่องจากพวกมันทั้งหมดอยู่ในวัยที่เลยช่วงเวลาเจริญพันธุ์มาแล้ว ดังนั้นความหวังที่เหลือจึงถูกฝากไว้ที่เทคโนโลยีและกระบวนการภายในห้องปฏิบัติการ

หากนักวิทยาศาสตร์ไม่อาจจะหาวิธีการขยายพันธุ์ให้แรดขาวเหนือสองตัวนี้ได้ พวกเราก็ได้แม้กระนั้นนับเวลาถอยหลังให้ฟาตูแล้วก็ไนจินเสียชีวิตไปตามอายุขัย และก็ปิดตำนานแรดขาวเหนือบนโลกใบนี้ไปอย่างสมบูรณ์

เดี๋ยวนี้ ฟาตูและก็ไนจิน อยู่ในเขตพื้นที่สงวนพิเศษ พวกมันสามารถเดินเตร็ดเตร่ไปตามท้องทุ่ง ซึ่งจะมีข้าราชการติดอาวุธดูแลตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยพวกเขาจะซุ่มอยู่บริเวณท้องทุ่งที่มันพักอาศัยเพื่อคุ้มครองป้องกันสัตว์นักล่ารวมทั้งมนุษย์ที่อยากจ้องมองฆ่าพวกมัน กับให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องวิกฤตของแรดขาวเหนือสองตัวนี้กับคนที่มาเยี่ยมเยือน

เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่ดูแลฟาตูแล้วก็ไนจินจำต้องย้ายมาอาศัยในแคมป์ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากสายตาของแรดขาวเหนือทั้งคู่ตัว ถึงแม้เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้จำเป็นต้องอยู่ห่างจากครอบครัว แต่ว่าพวกเขาก็รู้สึกภูมิใจที่ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นวีรบุรุษคุ้มครองปกป้องสายพันธุ์สัตว์ที่ไม่อาจเจอได้ในที่ไหนอีกแล้วบนโลก

แหล่งที่มา ngthai.com…

ผึ้งชนิดเดียวในโลก

ผึ้งชนิดเดียวในโลก ที่สร้างรังเป็นรูปก้นหอย

ผึ้งชนิดเดียวในโลก ที่สร้างรังเป็นรูปก้นหอย

ผึ้งชันโรงหรือผึ้งจิ๋วประเทศออสเตรเลีย ผึ้งชนิดเดียวในโลก (Tetragonula carbonaria) เป็นสายพันธุ์ผึ้งเพียงประเภทเดียวที่สร้างรังเป็นรูปก้นหอย พวกมันเป็น สัตว์สังคม อย่างแท้จริง ด้านในหนึ่งรังที่สร้างขึ้นอย่างซับซ้อนนี้จะมีราชินีผึ้งเพียงแค่ตัวเดียวที่ดูแลผึ้งงานทั้งสิ้นปริมาณหลายพันตัว ดังนี้นักวิทยาศาสตร์เองยังไม่ทราบเหตุผลที่ชัดเจนว่าเหตุไรผึ้งจำพวกนี้จึงสร้างรังอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ว่าเขื่อกันว่าทรงของรังถูกวางแบบขึ้นเพื่อง่ายสำหรับราชินีผึ้งสำหรับเพื่อการจัดแจงข้างในรัง

ผึ้งชนิดเดียวในโลก

ดังนี้ผึ้งชันโรงเป็นชื่อเรียกประเภทพันธุ์ของผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน พวกมันมีส่วนสำคัญสำหรับเพื่อการผสมเกสรพืช สำหรับในไทยเองเจอผึ้งชันโรงได้ในทุกภาค…

ชื่อหมีขอ

ชื่อหมีขอ แต่ไม่ใช่หมี สัตว์โลกน่ารัก

ชื่อหมีขอ สัตว์โลกน่ารัก

“หมีขอ” ชื่อหมีขอ มาจากการที่เจ้าสัตว์ในตระกูลชะมดและก็อีเห็นตัวนี้ดันมีหน้าตาละม้ายเหมือนหมี แต่ที่จริงมันเป็น

สัตว์น้ำหนักตัวเบา รูปร่างเปรียว คล่องแคล่ว มีกรงเล็บ รวมทั้งออกหากินในยามค่ำคืนด้วยการล่าผลไม้ และก็สัตว์ขนาดเล็ก ซึ่งต่างจากหมีอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุดังกล่าวแล้วในสัตว์บางจำพวก ชื่อสามัญ ของมันที่มาจากรูปพรรณสัณฐาน หรือถิ่นอาศัย ก็เลยไม่สามารถที่จะบอกเนื้อหาได้แน่ชัด และก็กำเนิดความสับสน นักวิทยาศาสตร์ก็เลยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้แก่มัน พร้อมแบ่งกลุ่มสัตว์ชนิดนั้นๆเข้าสกุล (Genus) สกุล (Family) แล้วก็ชั้น (Order) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถที่จะช่วยฉายภาพให้มองเห็นเพิ่มว่า สิ่งมีชีวิตนั้นๆมีพัฒนาการ ญาติ รวมทั้งบรรพบุรุษด้วยกันกับผู้ใดกัน เนื่องมาจากบางครั้งบางคราว หากแม้สิ่งมีชีวิตดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจะมีหน้าตาละม้ายกับอีกประเภทหนึ่ง แต่ว่าหากพิจารณาในทางชีววิทยาแล้วกลับทำให้พบว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด

แล้วก็แน่ๆว่าหมีขอ ไม่ใช่สัตว์ประเภทเดียวที่มีชื่อเรียกสามัญไม่ตรงกับตระกูลหรือชั้นของมัน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกเก็บรวบรวมรายนามส่วนใดส่วนหนึ่งมาให้ท่านนักอ่านได้ทำความรู้จักกับสัตว์เหล่านี้มากยิ่งขึ้นกัน…