สายพันธ์หนู

สายพันธ์หนู อาศัยอยู่เป็นครอบครัว หนูน้ำคาปิบารา

สายพันธ์หนู อาศัยอยู่เป็นครอบครัว หนูน้ำคาปิบารา

หนูน้ำคาปิบารา สายพันธ์หนู 

สิ่งมีชีวิตบนโลกไม่ว่าจะพืชหรือสัตว์ล้วนเป็นหัวใจหลักต่อระบบนิเวศของโลกทั้งหมดทั้งปวง ซึ่งสัตว์ที่อาศัยและก็มีชีวิตอยู่บนโลกก็มีมากหลายประเภท กล่าวได้ว่า มากกระทั่งนับไม่ถ้วน บางจำพวกก็เข้าเกณฑ์ใกล้สูญพันธ์ และก็มีการอนุรักษณ์อย่างยอดเยี่ยมเพื่อพวกมันได้อยู่รอด ดังนี้การสูญพันของสัตว์บางประเภท สามารถกำเนิดได้ทั้งยังโดยความสามารถมนุษย์ แล้วก็ธรรมชาติ แม้กระนั้นคราวนี้พวกเราจะพามารู้จักกับสัตว์ประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่สัตว์ใกล้สูญพันธ์ แต่ว่าเป็นสัตว์ที่มีรูปพรรณสัณฐาน น่ารักน่าเอ็นดู  รวมทั้งยังเป็นพวกที่ถูกใจครอบครัวอบอุ่นด้วย สัตว์ประเภทนี้ เป็น หนูน้ำติดอยู่ปิบารา สัตว์ประเภทนี้เป็นสัตว์ที่ถูกใจอยู่กันเป็นครอบครัว หรืออยู่รวมกันเป็นกรุ๊ปเล็กๆรับประทานต้นหญ้ารวมทั้งพืชเป็นของกิน ถูกใจอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำ

โดยลักษณะทั่วไปของมันเป็น เป็นสัตว์ประเภทหนึ่งที่เค้าหน้าเหมือนหนูอยู่ในสัตว์พวกเครือญาติฟันแทะเล็มหรือ กล่าวได้ว่ามันเป็นพวกเดียวกับหนู ซึ่งขนาดตัวของมันใหญ่มากยิ่งกว่าหนู ก็เลยดูเหมือนกับว่ากับหนูยักษ์ซะมากยิ่งกว่า แต่ว่าไม่มีหาง โดยสัตว์ประเภทนี้เมื่ออาศัยอยู่ใีที่ใกล้แม่น้ำ แล้วก็มีแหล่งของกินพวกพืชและก็ต้นหญ้า พวกมันจะเติบโตอย่างเต็มเปี่ยม แล้วก็เมื่อตัวของพวกมันโตเต็มแล้ว จะพิจารณาได้ถึงการเปลี่ยนแปลงขนาดตัวมัน เนื่องจาก    ขนาดตัวจะใหญ่ขึ้น ความสูงมากขึ้น โดยจากพื้นถึงไหล่ราว 2.5 ฟุตและก็มาพร้อมน้ำหนักตัวที่มากขึ้น โดยมีน้ำหนักอยู่ราวๆ 50 โล ยิ่งไปกว่านี้ข้างนอกลักษณะโดยปกตินั้น สัตว์ประเภทนี้มองเหมือนหนูซึ่งมีมีขนยาวหยาบคายครึ้ม มีสีเทาหรือแดงอมน้ำตาล โดยนิ้วเท้าของมันจะมีพังทลายพืดและก็มีกีบเหมือนเล็บ รวมทั้งในเพศผู้จะมีต่อกลิ่นใกล้ๆกับจมูก อย่างที่ได้บอกไปว่ามันถูกใจอยู่แบบจับกลุ่มหรือเป็นครอบครัวโดยสมาชิกจะมีตัวเมียหลายตัวและก็ลูก รวมทั้งเพศผู้ที่อายุน้อยพวกมันชอบอาศัยอยู่ในเขตท้องทุ่งและก็ป่าฝน พวกมันสามารถว่ายแล้วก็มุดน้ำก้าวหน้า แล้วก็ยังเป็นสัตว์ที่ถูกใจหาเลี้ยงชีพช่วงเวลากลางคืนรวมทั้งจะใช้เวลาโดยมากอยู่จากที่น้ำตื้น

สัตว์ประเภทนี้ยังไม่ใช่สัตว์ใกล้สูญพันธ์ โดยสามารถพบบ่อยในทวีปเมริกาใต้ หรือตั้งแต่แนวเขาแอนดีสทิศตะวันออก โดยจากปานามาผ่านป่าอเมชอนจนกระทั่งภาคเหนือของอาเจนติเตียนทุ่งนา ซึ่งพวกมันจะอยู่รวมกลุ่มเป็นกรุ๊ป ทำให้พบเห็นได้ง่าย…

สัตว์ป่าที่ควรอนุรักษ์

ไม่ดุเหมือนในหนัง “สุนัขจิ้งจอก” สัตว์ป่าที่ควรอนุรักษ์

“สุนัขจิ้งจอก” สัตว์ป่าที่ควรอนุรักษ์

สุนัขจิ้งจอก หรือ หมาจิ้งจอก สัตว์ป่าที่ควรอนุรักษ์ เป็นสัตว์ที่จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีกระดูกสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตระกูล Canidae ในเผ่า Vulpini ขนาดลำตัวของ สุนัขจิ้งจอก จะมีขนาดที่เล็กมากยิ่งกว่าหมาบ้านทั่วๆไป โดยลักษณะทั่วไปของหมาจิ้งจอกจะคล้ายกับสุนัขจำพวกไทยพื้นเมืองเป็น มีจมูกที่แหลมยาว มีหูขนาดใหญ่ที่ชี้ตั้ง ทั้งยังมีฟันกรามที่คมและแข็งแรงมากมาย รอบๆหางจะมีขนยาวเป็นพวง ส่วนสีขนจะเป็นสีน้ำตาลออกโทนเหลือง

สุนัขจิ้งจอกจะมีทั้งหมด 5 สกุล 27 ชนิด ซึ่งสามารถพบได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือประเทศในแทบทวีปขั้วโลกเหนือ เพราะสุนัขจิ้งจอกมีความสามารถในการปรับตัว โดยสุนัขจิ้งจิกจะปรับตัวให้เข้ากับทุกสภาพแวดล้อมได้ ซึ่งสุนัขจิ้งจอกที่อยู่ในประเทศไทย จะมีการจัดให้อยู่ในตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535สัตว์ป่าคุ้มครอง

นิสัยโดยทั่วไปของสุนัขจิ้งจอก จะชอบออกหากินในเวลากลางคืน และมักจะนอนพักผ่อนในโพรงดินช่วงเวลากลางวัน เมื่อสุนัขจิ้งจอกอยู่รวมกันหลายๆ ตัวหรืออยู่เป็นฝูงจะชอบออกล่าจับกินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่อย่างเช่น กวาง และอาจจะไล่จับสัตว์ขนาดเล็กอย่างเช่น กิ้งก่า จิ้งเหลน แย้ หรือซากสัตว์และผลไม้อื่นๆ ส่วนมากแล้วสุนัขจิ้งจอกมักจะออกหากินตัวเดียวหรือเป็นคู่ ถ้าอยู่เป็นกลั่มก็มีแค่ประมาณ 2 – 4 ตัว เพราะจะไม่ค่อยชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ซึ่งสุนัขจิ้งจอกจะดุเมื่อจวนตัวเท่านั้น

ตามความเชื่อของชาวเอเชียตะวันออกแล้ว สุนัขจิ้งจอก นั้นมักจะถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความ เจ้าเล่ห์ และเชื่อกันสุนัขจิ้งจอกนั้นคือปีศาจที่จะสามารถแปลงร่างกลายเป็นคนธรรมดาได้หากสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นมีอายุยืนยาวมาก ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโดยธรรมชาติของสุนัขจิ้งจอกนั้นจะไม่มีทางมาทำร้ายคนก่อนแน่นอน อย่างที่คนส่วนใหญ่เคยได้ยินกันมาอในนิทานหลายๆ เรื่อง แต่ชาวญี่ปุ่นก็มีความเชื่อเกี่ยวกับสุนัขจิ้งจอกที่แตกต่างว่า สุนัขจิ้งจอกนั้นเป็นตัวแทนของอินาริ หรือ เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรือง นั่นเอง…

สัตว์เศรษฐกิจ

สัตว์เศรษฐกิจ “กระต่ายป่า” ไทยออกกฎหมายคุ้มครอง ลดโอกาสเสี่ยงในการสูญพันธุ์

สัตว์เศรษฐกิจ “กระต่ายป่า”

กระต่ายป่า” สัตว์เศรษฐกิจ กระต่ายป่าถูกจัดว่าเป็นกระต่ายในธรรมชาติเพียงแต่ชนิดเดียวของเมืองไทย มีลักษณะแล้วก็รูปร่างเหมือนกับกระต่ายเลี้ยงทั่วๆไป โดยจะมีความยาวตั้งแต่ หัว – ลำตัว ราวๆ 36 – 50 ซม. มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1.35-7 กิโล มีหูที่มีขนาดยาว รวมทั้งจะมีขนขึ้นปกคลุมทั่วบริเวญลำตัวโดยจะมีขนสีเทาแซมกับขนสีขาว มีฟันคู่ข้างหลังเล็กกว่าคู่หน้า รวมทั้งมีตอนขาคู่ข้างหลังที่ยาวมากยิ่งกว่าขาคู่หน้า มีนิ้วเท้าหน้าปริมาณ 5 นิ้ว มีนิ้วเท้าหลังจำนวน 4 นิ้ว ที่รอบๆใต้ผ่าเท้าจะมีขนปกคลุมที่หนา เพื่อช่วยให้เคลื่อนไหวได้โดยไม่มีเสียง ในส่วนของหางจะมีลักษณะสั้นเป็นกลุ่ม ถ้าดูจากลักษณะด้านนอกกระต่ายป่านั้นมีความน่ารักน่าเอ็นดูและคล้ายกับกระต่ายเลี้ยงทั่วๆไปมากมาย จนเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่รักสัตว์เลี้ยง ซึ่งจากสาเหตุนี้กระต่ายป่าก็เลยถูกไปแฃ้วเยอะๆ โดยผู้ตามล่าบางบุคคลนั้น บางทีอาจจะนำกระต่ายป่ามาเป็นสัตว์เลี้ยง แม้กระนั้นก็มีผู้ตามล่าบางกรุ๊ปที่ล่าเพื่อนำมาทำเป็นของกิน ซึ่งโน่นก็เลยเป็นต้นเหตุสำคัญๆที่ทำให้จำนวนของกระต่ายป่าลดลงเป็นอย่างมาก แต่ว่าถือว่ายังเป็นเรื่องที่โชคดีที่กระต่ายป่านั้นสามารถกระจัดกระจายชนิดได้อย่างเร็ว ก็เลยทำให้จำนวนประชากรของกระต่ายป่ายังคงมีมากอยู่

เขตการกระจายพันธุ์ของกระต่ายป่านั้นจะอยู่ในโซนทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้แก่ พื้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำจินด์วินในพม่า ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา โดยในประเทศไทยจะพบได้ทุกภูมิภาคยกเว้นยกเว้นภาคใต้นั่นเอง ส่วนใหญ่จะพบกระต่ายชนิดนี้ที่ระดับความสูงต่ำกว่า 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่เคยพบบนเขาที่มีระดับความสูงถึง 1,400 เมตร ด้วยเช่นกัน กระต่ายป่ามักจะชอบอาศัยอยู่ในป่าโปร่ง, ป่าเต็งรัง, ป่าเบญจพรรณ ซึ่งช่วงเวลาที่ออกหากินก็คือช่วงกลางคืนนั่นเอง

กระต่ายป่าในประเทศไทยมักจะถูกนำมาเป็นสัตว์ และถูกนำมาเพื่อขาย โดยก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งสัตว์ เศรษฐกิจ เพราะเป็นที่นิยมสำหรับคนรักกระต่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีแนวโน้มถึงความต้องการของผู้ซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันกระต่ายป่าจึงถูกล่าเป็นจำนวนมากจากผู้ที่ต้องการแสวงหาผลกำไรจากสัตว์ชนิดนี้ ทำให้จำนวนประชาการของกระต่ายป่าลดน้อยลง ดังนั้นในประเทศไทยจึงได้ออกกฎหมายคุ้มครองกระต่ายป่าเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการสูญพันธุ์นั่นเอง…

ตามความเชื่อ

ชื่อน่ากลัวตัวน่ารัก นกแสก ตามความเชื่อ ของคนโบราณไม่เป็นมงคล

ชื่อน่ากลัว ตัวน่ารัก นกแสก ตามความเชื่อ ของคนโบราณไม่เป็นมงคล

นกแสก (Tyto alba javanica) หรือที่คนไทยหลายๆคนชอบเรียกกันว่า นกผี เนื่อจากเรียก ตามความเชื่อ โบราณของชาวไทยในยุคเก่าที่มีการเรียกนกจำพวกนี้สืบต่อกันมาอย่างนาน ปัจจัยที่เรียกนั้นก็เพียงแค่ด้วยเหตุว่านกชนิดนี้ชอบบนไปเกาะอยู่ตามหลังคาวัดเพียงเท่านั้น โดยนกประเภทนี้นั้นยั้งเป็น นกที่เชอบล่าหนูหรือเป็นนักล่าหนูอีกด้วย

ตามความเชื่อของคนไทยสมัยก่อนนั้น มีความเชื่อที่สืบต่อกันมาว่า นกแสก คือ นกผี เป็นนกที่เกี่ยวข้องกับความตาย เนื่องจากเป็นนกที่มีสายตาที่ดูน่ากลัว อีกทั้งยังชอบอาศัยอยู่ตามหลังคาวัดอีกด้วย มีบางความเชื่อที่เชื่อว่า หากนกแสกบินผ่านบ้านใครจะต้องมีคนเสียชีวิต ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้นดูเหมือนจะขัดแย้งอยู่บ้าง เพราะนกชนิดนี้นั้นก็มีความสวยงามของตัวเองอยู่ไม่น้อย เพราะในอดีตนั้นได้นำนกชนิดนี้มาเป็นตัวละครเอกใน หนังหลายๆ เรื่องอีกด้วย

นกแสก เป็น นกที่อยู่ในเชื้อสายเดียวกันกับนกฮูกหรือนกประเภทอื่นๆทั่วๆไป แม้กระทั่งมองเป็นนกที่ไม่ค่อยเป็นมงคลสำหรับคนประเทศไทยบางคนที่มีความเชื่อเรื่อง นกผี แต่ว่านกจำพวกนี้กลายเป็นนกที่มีประโยชน์ต่อกรุ๊ปของเกษตรกรในบางพื้นที่เป็นอันมาก เนื่องจากว่าชาวเกษตรกรบางคนนั้นได้มีการเลี้ยงนกแสกกลางไว้ในการช่วยลดจำนวนประชากรของหนูที่มาทานข้าวในนาหรือผลิตผลอื่นๆในไร่กระทั่งชาวเกษตรกรได้รับความเสีย ซึ่งหนูนั้นถือได้ว่าเป็นปัญหาที่สร้างความย่ำแย่ต่างๆในกับชาวเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง โดย นกแสก เป็นนกที่มีความเข้าใจในการหากินหนูได้เก่งมากมายๆก็เลยเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีสำหรับเกษตรกรที่จะอาศัยจากผลดีข้อนี้ของ นกแสก สำหรับในการช่วยลดจำนวนของหนูนั่นเอง ทั้งนกจำพวกนี้ยังเป็นนกที่มีนิสัยค่อนข้างจะเชื่อง ไม่สะดุ้งง่าย และก็ ไม่ค่อยจะกลัวคน เมื่อรวมกับความงามแล้วก็ใบหน้าที่น่ารักของนกประเภทนี้แล้ว นกแสก ก็เลยเป็นนกอีกหนึ่งประเภทที่เหมาะสมกับการนำมาเลี้ยงเป็นอย่างมาก…

สัตว์คุ้มครองถูกล่า

สัตว์คุ้มครองถูกล่า บอบแคต (Bobcat)

สัตว์คุ้มครองถูกล่า บอบแคต (Bobcat)

บอบแคต (Bobcat) สัตว์คุ้มครองถูกล่า สัตว์ชนิดนี้นั้นมีลักษณะทั่วๆไป เป็นแมวที่มีรูปร่างโดดเด่น เมื่อใครๆมอง

เห็นก็สามารถจำได้ง่าย เพราะมีร่างกายที่ใหญ่โต มี ขนที่หนานุ่ม และก็มีนานัปการสีสัน ตั้งแต่สีเทาอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาลแดง ซึ่งจะมีลวดลายอยู่ทั่วลำตัว แล้วก็ขนบริเวณสันหลังนั้นจะมีสีที่เข้มกว่าขนบริเวณส่วนใต้ท้อง โดยบอบแคตบางตัวนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีลายเฉพาะที่ท้อง ซึ่งในบางพื้นที่ยังพบว่าบอบแคตสีดำล้วนและก็บอบแคตสีขาว

ล้วนหรือบอบแคตเผือกอีกด้วย แม้กระนั้นบอบแคตสีดำล้วนนั้นจะสามารถเจอได้เฉพาะในเมืองฟลอริดาแค่นั้น ในส่วนหางของบอบแคตนั้นจะมีขนาดที่สั้นโดยจะมีขนาดราวๆ 13-20 ซม. เท่านั้น ขนบริเวณหางจะมีลายเป็นข้อจางและรอบๆปลายหางจะมีสีดำนั่นเอง ขาข้างหลังของบอบแคตนั้นจะยาวกว่าขาหน้า มีลักษณะของหัวไหล่ที่ค่อนข้างสูง มีใบหูขนดใหญ่ และก็ขนบริเวณหลังหูมีสีดำ ขนที่ข้างแก้มจะมีลักษณะยาว มีม่านตาสีน้ำตาลอ่อน

โดยทั่วไปแล้วรูปร่างของบอบแคตจะคล้ายกับลิงซ์ และยังมีพื้นที่อาศัยร่วมกันกับลิงซ์แคนาดา (Lynx canadensis) ในบางแห่งอีกด้วย ทำให้ผู้ที่พบเจอมักจะสับสนระหว่างแมวทั้งสองชนิดนี้ เพราะมีลักษณะที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย อย่างเช่น บอบแคตมีขนาดตัวที่เล็กกว่า มีขาหลังสั้นกว่า และในใบหูมีขนน้อยกว่า นั่นเอง อีกทั้งแผงขนที่แก้มนั้นก็ยังมีน้อยกว่าและมีอุ้งตีนเล็กกว่ามากๆ อีกหนึ่งจุดเด่นก็น่าจะเป็นแต้มดำที่มีเฉพาะปลายหางที่แตกต่างจากลิงซ์ที่มีสีดำทั่วทั้งปลายหานั่นเอง โดยปกติแล้วบอบแคตมักจะอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ในปัจจุบันนั้นเขตกระจายพันธุ์ของบอบแคตลดลงมาก โดยจะสามารถพบได้เพียงแค่ในตอนใต้ของแคนาดาไปจนถึงตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ในเม็กซิโก และ ในเขตมิดเวสเทิร์นเท่านั้น สาเหตุที่สัตว์เหล่านี้มีจำนวนประชากรที่ลดลงนั่นก็เพราะผลจากการล่า การสูญเสียที่อยู่อาศัย นั่นเอง

บอบแคตมักจะถูกใจหากินโดยลำพัง เพราะว่าเป็นสัตว์รักสันโดษ สามารถออกหากินได้อีกทั้งช่วงกลางวันรวมทั้งกลางคืน โดยเหยื่อที่ล่าก็ชอบเป็น หนู รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเล็กๆดังเช่น นก กบ สัตว์เลื้อยคลาน รวมทั้งสัตว์เลี้ยงในฟาร์มแล้วก็ซากสัตว์ต่างๆอีกด้วย ถึงแม้ว่าบอบแคตจะมีขนาดเล็กแต่ว่าก็สามารถล่าสัตว์ใหญ่อย่างกวางได้อีกด้วย…

เคยเห็นกันมั้ย

เคยเห็นกันมั้ย “นกเค้าหิมะ” นักล่าที่งดงามและก็กล้าแกร่ง งามขาวราวดุจหิมะ

เคยเห็นกันมั้ย “นกเค้าหิมะ” งามขาวราวดุจหิมะ

เคยเห็นกันมั้ย / สัตว์โลกปัจจุบันนี้มีหลายประเภท หลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งแน่ๆว่า พวกเราอาจจะไม่สามารถพบเห็น

กันได้หมด พวกเราอาจจะสามารถดูและเรียนเรื่องราวของสัตว์เหล่านี้ได้ผ่านทางสารคดีบ้าง หนังสือบ้าง ซึ่งแน่ๆว่าบางครั้งมันก็เยอะแยะจนถึงนับไม่ถ้วนจริงๆแม้กระนั้นสิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจรวมทั้งมีความพิเศษก็เพราะว่าสัตว์โลกทุกตัวมีความงดงามในตนเองเสมอ เป็นต้นว่าสัตว์ที่เรากำลังจะเอามาเสนอนี้เอง เป็นสัตว์ปีกผู้เป็นนักล่าที่ทรงสง่าห์ งดงามราวเช่นหิมา เขามีชื่อว่า นกเค้าแมวหิมะ หรือ นกเค้าหิมะ Snowy owl โดยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bubo scandiacus โดยนกตัวนี้สะดุดตาตั้งแต่ทีแรกมองเห็น เพราะเหตุว่ายิ่งมองเท่าใด ก็ทำให้อยากศึกษารวมทั้งทำความรู้จักกับมันจริงๆเพราะเป็นนักล่าที่สวยมากมายๆ

โดยก่อนอื่นขออธิบายลักษณะของมันกันก่อนเลย นกเค้าแมวหิมะ หรือ นกเค้าหิมะ เป็นนกที่มีขนาดใหญ่ซึ่งตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ โดยตัวผู้นั้นมีความยาวของลำตัวประมาณ 51–68.5 เซนติเมตร และตัวเมียประมาณ 66 เซนติเมตร ซึ่งความยาวปีกของนกเค้าหิมะจะอยู่ที่ราวๆ 137–164 เซนติเมตร เมื่อกางออก 137–164 เซนติเมตร เรียกได้ว่าตัวใหญ่จริงๆ ตัวของมันขาวราวดั่งหิมะ ขนตามลำตัวเป้นสีขาวล้วน ดูสะอาดมากๆ หัวของมันมีลักษณะกลมๆสีเหลือง ดวงตำสีดำกลมโต บ้างก็สีฟ้า หรือสีเหลือง และเท้ามีขนมาก หรือเรียกง่ายๆว่าตัวของมันเหมือนกับหิมะ ดูขาวทั้งตัวจริงๆ เป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นที่ทำให้เป็นนักล่าผู้ทรงสง่าห์

จัดเป็นสัตว์ที่พบได้ในแถบทุ่งทุนดราตอนเหนือของทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปตอนเหนือบริเวณใกล้กับขั้วโลกเหนือ จึงเรียกมันว่านกเค้าหิมะ มันเป็นนักล่าขนาดใหญ่ ที่มักล่าเหยื่อในตอนกลางวัน โดยลักษณะในการล่าเหยื่อของมันนั้น มันจะเฝ้ารอ จนติดตามเหยื่อ มีทั้งเหยื่อบนพื้นและอากาศ จะกินทั้งเลมมิ่งและนกเล็กๆอื่นๆ ซึ่งจัดเป็นนักล่าที่ฉลาดจริงๆ พวกมันจะวางไข่ครั้งละ 6-8 ฟอง ซึ่งสิ่งที่ทำให้ตัวของมันน่าสนใจคือพฤติกรรม และความเป็นนักล่าผู้สวยสง่าราวดั่งหิมะนี้เอง อย่างไรก็ตามจัดเป็นสัตว์โลกอีกหนึ่งตัวที่มีความงดงามอย่างมากจริงๆ…

คล้ายใครนะ

คล้ายใครนะ !! สุนัขจิ้งจอกหูค้างคาว หมาจิ้งจอกคล้ายอาจารย์ชิฟูในกังฟูแฟนด้า

คล้ายใครนะ !! สุนัขจิ้งจอกหูค้างคาว หมาจิ้งจอกคล้ายอาจารย์ชิฟูในกังฟูแฟนด้า

คล้ายใครนะ / สัตว์โลก ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์แล้วนั้น ถือว่ามีหลายหมื่น หลายล้านตัว ที่มีหลากหลายประเภท หลายชนิด

นับไม่ถ้วย ทราบไหมว่าสัตว์บางจำพวกมี รูปพรรณสัณฐาน สวย น่ารัก แบบที่เรียกได้ว่าถูกนำไปทำเป็นต้นแบบตัว

การ์ตูน หรือถูกเลือกไปทำหนังอย่างยิ่งจริงๆ ซึ่งแน่ๆว่าพวกเราก็ถือเอาหนึ่งสัตว์ที่น่าทำความรู้จัก ใบหน้าของมันน่ารักน่าเอ็นดู แม้กระนั้นมองไปและจะคล้ายกับนักแสดงที่อยู่ในการ์ตูนโด่งดัง อย่างกังฟูแพนด้า ซึ่งซึ่งก็คือ คุณครูชิฟูนั่นเอง โดยในเรื่องเขาเป็นถึง ปรมาจารย์ที่หุบเขาสันติภาพ แม้กระนั้นสัตว์ที่พวกเราจะแนะนำให้รู้จักนั้นเขามีชื่อว่า สุนัขจิ้งจอกหูค้างคาว (Bat-eared fox) หรือชื่อวิทยาศาสตร์ที่ว่า Otocyon megalotis ซึ่งอย่างที่ได้บอกไปข้างต้น ว่าหน้าตาของมันคล้ายกับอาจารย์ชิฟู

คล้ายใครนะ

เราขอเล่าถึงลักษณะมันก่อนเลยแล้วกัน โดยตัวของมันนั้นตั้งแต่หัวจรดปลายหางจะมีความยาวประมาณ 55 เซนติเมตร และน้ำหนักตัวของมันเมื่อโตเต็มที่และจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 กิโลกรัม และที่เป็นความโดดเด่นของมันเลยคือ หูเป็นสีดำ ยาวถึง 13 เซนติเมตร ซึ่งคล้ายๆกับหูค้างคาว จึงทำให้หน้าของมันดูคล้ายกับอาจารย์ชิฟูมากเลยทีเดียว และในส่วนของลำตัวนั้นมีสีน้ำตาลเทา ยกเว้นตรงส่วนขาทั้ง 4 ข้างและส่วนหน้าของใบหน้า และปลายหาง และไม่เพียงเท่านั้น เพราะการที่หูของมันยาว ถือเป็นตัวที่ช่วยให้พวกมันมีระบบประสาทการรับฟังที่ดีเยี่ยม เรียกได้ว่าเสียงคลานของแมลงเบาๆ มันยังสามารถได้ยิน

แต่เห็นอย่างนี้แล้ว เป็นสุนัขจิ้งจอกก็จริง กลับมีนิสัยที่ไม่ดุร้าย ชอบอาศัยอยู่ในโพรงดิน และมักออกหากินช่วงเวลากลางคืน โดยถิ่นอาศัยของพวกมันจะอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาแถบตอนใต้ของทวีปแอฟริกาแล้วก็แอฟริกาตะวันออก แล้วก็ในเรื่องของของกินที่พวกมันกันนั้น สำคัญๆแล้วพวกมันจะรับประทานแมลงจำพวกปลวกรวมทั้งสัตว์ฟันแทะ ซึ่งโดยรวมแล้ว ทั้งยังลักษณะและก็อุปนิสัย หากแม้จะไม่เหมือนจิ้งจอกทั่วๆไป และก็มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่น่าดึงดูดมากมายเลยทีเดียว…

เจ้าป่าผู้น่ารัก

เจ้าป่าผู้น่ารัก ” สิงโตขาว ”

เจ้าป่าผู้น่ารัก ” สิงโตขาว ”

 ” สิงโตขาว ” เจ้าป่าผู้น่ารัก ” สิงโตขาว ” ขึ้นชื่อว่า สิงโต หลายๆคนคงจะรู้ถึงความสง่างามของสัตว์สายพันธุ์นี้กัน

อย่างดีเยี่ยมว่ามีความมีความสวยงามแล้วก็สง่างามมากมายแค่ไหน เพราะว่าขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าที่ป่าแล้ว ย่อมจึงควรมองน่านับถือกว่าสัตว์สายพันธุ์อื่นๆอย่างแน่นอน ซึ่งในวัันนี้พวกเราก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับ สัตว์สายพันธุ์นี้มาแนะนำให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกัน ส่วนจะมีข้อมูลอะไรบ้างนั้น ติดตามกันได้เลย

สิงโตขาว (White Lion)

  • สัตว์ชนิดนี้เป็น สัตว์ป่าคุ้มครอง มีชื่อสามัญว่า White Lion ชื่อวิทยาศาสตร์ Panthera leo โดยลักษณะพิเศษทางภาวะพันธุกรรมของสิงโตขาวที่เรียกว่า ภาวะด่าง นั้นเป็นปัจจัยให้ทำให้สิงโตสายพันธุ์นี้มีสีจางลง ซึ่งเป็นสภาวะเดียวกันที่เจอในเสือโคร่งสีขาวนั่นเอง โดยสภาวะนี้คล้ายกับภาวการณ์การมีเม็ดสีมากเกินความจำเป็น แม้กระนั้นไม่ใช่สภาวะเผือก เนื่องด้วยยังมีเม็ดสีธรรมดาในตารวมทั้งหนังนั่นเอง ซึ่งบางเวลาพวกเราสามารถเจอ สิงโตขาวทรานเวล ได้ในรอบๆอุทยานแห่งชาติครูเกอร์แล้วก็เขตสงวนส่วนบุคคล ทิมบาวาติ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงในทางตะวันออกเฉียงใต้ของแอฟริกา ส่วนในประเทศไทยนั้นก็ยังคงมีการนำเข้ามาในประเทศไทย เพื่อการเล่าเรียนและก็ค้นคว้า โผลงถ้าหากผู้ใดกันแน่ต้องการมองสิงโตขาวตัวจริงแบบเป็นๆก็สามารถสามารถไปดูสิงโตขาวได้ที่สวนสัตว์อุบลราชธานี แล้วก็สวนสัตว์อื่นๆในประเทศนั่นเอง

ลักษณะทั่วไป

  • โดยปกติแล้ว สิงโตขาว ไม่ได้รับการจำแนกออกเป็นชนิดย่อยของสิงโต เนื่องจาก สิงโตขาวนั้นเป็นลักษณะพิเศษทางภาวะพันธุกรรม ที่เรียกว่าภาวะด่าง นั่นเอง เป็นภาวะเดียวกันกับที่พบใน เสือโคร่งขาว และ เสือดำ โดยขนของสิงโตจะมีสีครีมซึ่งเกิดจากยีนด้อยทำให้สีของสิงโตเปลี่ยนเป็นสีขาวนั่นเอง ซึ่งลักษณะโดยทั่วไปของ สิงโตขาว จะเหมือนกับสิงโตสายพันธุ์อื่นๆ แต่สิ่งที่แตกต่างนั่นก็คือ สิงโตสายพันธุ์นี้จะมีขนสีขาว นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแมว่าสิงโตสายพันธุ์นี้จะมีขนสีขาว แต่ก็ไม่ใช่สัตว์ที่มีภาวะผิวเผือก เพราะสิงโตขาวมีเม็ดสีที่ตา อุ้งเท้าและริมฝีปากที่ปกติ แต่ไม่มีเม็ดสีที่ผิวหนังและขนนั่นเอง โดยลูกสิงโตทั่วไปจะมีจุดตั้งแต่เกิดแต่ขนของลูกสิงโตขาวนั้น จะมีสีที่ขาวสะอาด และเมื่อเริมโตขึ้นหลายเดือนสีขนของสิงโตก็จะค่อยๆ เข้มขึ้นกลายเป็นสีครีมหรือสีงาช้างอย่างที่เห็นนั่นเอง
เก้งหม้อ

เก้งหม้อ ข้อมูลของสัตว์

เก้งหม้อ

ข้อมูลของสัตว์ เก้งหม้อ

  • ชื่ออื่นๆ : เก้งดำ หรือ เก้งดง
  • ลักษณะ: เป็นกวางขนาดเล็ก ใหญ่กว่าเก้งเล็กน้อย ลำตัวยาว 88-100 ซม. น้ำหนักโดยประมาณ 22 กิโลกรัม ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแก่ ซีกด้านล่างสีน้ำตาลปนขาว หางสั้นส่วนบนเป็นสีดำเข็ม ซีกด้านล่างของหางสีขาวตัดกันสะดุดตา มีเขาเฉพาะในตัวผู้ เขามีข้างละ 2 กิ่ง แต่ว่าไม่สวยงามเท่าเก้ง ต่อมน้ำตาใหญ่มาก มีแอ่งน้ำตาใหญ่ ผลัดเขาทุกปี ยกเว้นเพศผู้ที่แก่มากๆเขาบางทีอาจอยู่ได้นานถึงสองปีกว่า

    ข้อมูลอื่นที่ฉันรู้: ถิ่นอาศัย, อาหาร
    พบทางภาคใต้ของประเทศไทย เทือกเขาตะนาวศรี และตามแนวชายแดนที่ติดต่อกับประเทศพม่า
    อาหารที่กินได้แก่ ใบไม้ ใบหญ้า ผลไม้บางชนิด หน่ออ่อนของต้นไม้ โดยเฉพาะหญ้าระบัดจะชอบมาก

  • พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
    ชอบอาศัยอยู่ตามป่าทึบสูงๆ ที่เป็นป่าดงดิบไม่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ชอบอยู่กลุ่มละ 2 – 3 ตัว แต่โดยปกติแล้วชอบอยู่ลำพังตัวเดียว ออกหากินตอนเช้าตรู่ พลบค่ำและตอนกลางคืน โดยจะออกมาหากินตามทุ่งโล่ง ชายป่า ท้องนา แถวที่มีลูกไม้ป่า ชอบกินดินโป่ง
    เก้งหม้อมีระยะตั้งท้องนานประมาณ 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว
  • สถานภาพปัจจุบัน
    เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
นกเค้าขนาดเล็ก

นกเค้าขนาดเล็ก “นกเค้าจุด”

นกเค้าขนาดเล็ก “นกเค้าจุด”

“นกเค้าจุด” นกเค้าขนาดเล็ก  เป็นนกเค้าอีกชนิดในประเทศไทย ที่มีหัวกลมๆไม่มีขนชี้ขึ้นไปราวกับหูอย่างนกเค้าแมว นกเค้าจุด มีความยาวจากปลายปากถึงปลายหางราว20ซม. นกเค้าจุดมีจุดดูอยู่ที่คิ้วขาวที่มองเห็นได้แจ้ง

ชัด หัวออกจะแบน บริเวณหัวจนกระทั่งท้ายทอยสีน้ำตาลมีจุดเล็กๆสีขาวพรมทั่วๆไปหมด รอบๆตัวด้านบนซึ่งเป็นสีน้ำตาลก็มีจุด แต่ว่าจะมีขนาดใหญ่และก็กระจายมากยิ่งกว่าบริเวณหัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านหลังคอที่จะเรียงหน้าต่อกันเหมือนปลอกคอ ข้างล่างของลำตัวสีขาว แต่ว่ามีลายจุดสีน้ำตาลเหมือนกัน นกตัวผู้รวมทั้งตัวเมียมัความคล้ายคลึงกัน

นกเค้าขนาดเล็ก

ตอนเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายนเป็นตอนฤดูสืบพันธุ์ทำรังวางไข่ของนกเค้าจุด โดยพวกเค้าจะใช้โพรงธรรมชาติหรือโพรงที่สัตว์อื่นทำไว้ หรือรอยแตก รอยแยกในอาคาร เจดีย์ ซอกหลังคาตามตึก เป็นรัง โดยบางทีอาจหาต้นหญ้าหรือขนมารองพื้นโพรงบ้างก็ได้ แต่ว่าส่วนใหญ่จะออกไข่กับพื้นโพรงเลย ออกไข่ทีละ3-5ฟอง ไข่มีลักษณะกลม ขนาด 37 x 27มิลลิเมตร เปลือกไข่สีขาวเป็นมันเล็กน้อย นกทั้งคู่เพศช่วยกันกกไข่ เหมือนกันกับนกเค้าอื่นๆอีกหลายชนิด นกเค้าจุดจะกกไข่ในทันทีตั้งแต่วางไข่ฟองแรก ลูกนกในรังก็เลยมีขนาดไม่เหมือนกันมากมาย ด้วยเหตุว่าออกมาจากไข่ไม่พร้อมกัน ใช้เวลาเลี้ยงลูกนกประมาณ35-40วัน ลูกนกจะสามารถออกมานอกรังได้

ข้อมูลอื่น

  • นกเค้าจุดเป็นนกหากินกลางคืน โดยจะเริ่มออกหากินตั้งแต่โพล้เพล้ โดยการที่หากินกลางคืนที่เงียบสงัดนี้เองทำให้นกเค้าจุดต้องเป็นนกที่บินได้ เงียบมากจึงจะสามารถล่าเหยื่อได้ ไม่เหมือนนกเค้าแคระที่เวลาบินไม่เงียบเท่าไหร่เนื่องจากเป็นนกเค้าที่หากินกลางวันในเวลาที่มีเสียงจอแจอยู่แล้ว